การตกแต่งพระวิหาร

รายละเอียดการตกแต่งพระวิหาร พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี วัดป่าภูก้อน

แบบพระวิหารและศาลา ภาพพุทธประวัติ
การก่อสร้างพระวิหาร กระเบื้องหลังคา
คณะศิลปิน บัวกรอบหน้าต่าง
บานประตู ช่อฟ้า
บานหน้าต่างและช่องแสงกระจก พญานาคซุ้มประตูพระวิหาร
ที่ตั้งบัวยอดเสา และมหาเทพ 5 องค์ และบุรุษเทพ ระเบียงแก้ว
อิติปิโส ดาวประดับฝ้าเพดานพระวิหาร
ทศชาติ พระมหาสาวก

ตำแหน่งที่ตั้งพระมหาสาวก

พระเอตทัคคะ พระภิกษุ 22 องค์ และอุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นเลิศในด้านอานุภาพต่างๆ อีก 6 ท่าน หล่อด้วยทองเหลืองในรูปยืนอยู่ ณ บริเวณเสาพระวิหารชั้นนอก รวม 28 ต้น


1. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายกฝ่ายอุบาสก
ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าสร้างวัด เชตวันถวายแด่พระศาสดาและพระพุทธสาวก ซึ่งพระองค์ได้ประทับจำพรรษารวมถึง ๑๙ พรรษา และได้ชื่อว่า “อนาถบิณฑิก”เพราะได้สงเคราะห์คนอนาถาอย่างมาก ท่านจึงได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในหมู่ทายกฝ่ายอุบาสก
  2. พระสารีบุตรเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “มีปัญญามาก”
ท่านดำรงอยู่ในความเป็นเลิศด้วยคุณทั้งปวง พร้อมด้วยความวิเศษ เพราะบรรลุธรรมอันอุกฤษฏ์ในปัญญาและสมาธิ สามารถแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตรและอริยสัจสี่ ได้เหมือนพระพุทธองค์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นพระธรรมเสนาบดี
3. พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “รัตตัญญู”
ท่านเป็นผู้ตรวจดูลักษณะอันประเสริฐแห่งพระสรีระของมหาบุรุษ แล้วยกนิ้วขึ้นนิ้วเดียวว่า “จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่าง มิต้องสงสัย” ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์สาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงยกย่องว่า “โกณฑัญญะบุตรเราเป็นยอดในบรรดาเหล่าภิกษุผู้แทงตลอดธรรมก่อนใคร”
  4. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ภิกษุณีผู้เลิศทาง “รัตตัญญู”
เมื่อพระศาสดาพระนามว่าโคดม อุบัติขึ้นในโลก สตรีผู้นี้จักได้เป็นพระมาตุฉาบำรุงเลี้ยงชีวิตของพระศาสดา เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต ได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น และได้ความเป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายรัตตัญญู
5. พระมหากัสสปะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ถือธุดงค์”
ท่านมีแต่จะใฝ่ในธรรมจึงสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชอุปสมบท รับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า โอวาทปฏิคลหณูปสัมปทา พระมหากัสสปะมีปกติสมาทานธุดงค์ ๓ ประการอย่างเคร่งครัด คือ
      ๑. การนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
      ๒. การเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
      ๓. การอยู่ป่าเป็นวัตร
พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง เอตทัคคะผู้เลิศทางผู้ทรงธุดงค์
  6. พระมหากัจจายนะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “อธิบายธรรมความย่อให้พิสดาร”
ท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด สามารถอธิบายธรรมที่พระพุทธองค์แสดงแล้วโดยย่อให้พิสดารได้เช่นพระพุทธองค์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสได้โดยไม่ยาก เพราะท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา ๔
7. พระมหากัปปินะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ให้โอวาทภิกษุ”
เมื่อท่านสำเร็จอรหัตผลแล้ว ไม่ให้โอวาทแก่ใครๆ พระศาสดาตรัสให้แสดงธรรม ท่านรับพระพุทธดำรัสด้วยเศียรเกล้า แล้วกล่าวธรรมกถาในการประชุมคราวเดียวเท่านั้น ก็ทำภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ให้บรรลุพระอรหันต์
  8. พระอนุรุทธะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ทิพยจักขุ” (ตาทิพย์)
ท่านนี้เป็นผู้เข้าฌานดังที่พระศาสดาทรงเข้า จึงทำให้ท่านรู้ว่าพระศาสดาปรินิพพานแล้วหรือว่ายัง หลังจากเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านได้กล่าวคาถาว่า “ลมอัสสาสะ ปัสสาสะของพระมุนีนี้ ผู้มีพระทัยตั้งมั่นคงที่ไม่หวั่นไหว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้น”
9. พระอานนท์เถระ ผู้ถึงความเป็นเอตทัคคะ ๕ ประการ”
ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ๕ ด้านคือ เป็นพหูสูต เป็นผู้มีสติ มีคติ มีผู้มีความเพียร และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ในมือถือประทีปด้ามใหญ่ไว้ตรวจรอบๆ พระคันธกุฎีราตรีหนึ่ง ๙ ครั้ง โดยไม่ปล่อยประทีปด้ามหลุดจากมือตลอดคืนยันรุ่งด้วยดำริว่า ถ้าเราจะพึงง่วงนอนไซร้ก็จะไม่อาจขานรับเมื่อพระทศพลตรัสเรียก
  10. หมอชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล
หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และวังของพระเจ้าพิมพิสาร ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สร้างวัดถวายพระศาสดาในอัมพวันคือ สวนมะม่วงของตน และเป็นผู้ถวายการรักษาพระศาสดาเมื่อคราวพระบาทห้อพระโลหิตจากเศษหินที่พระเทวทัตกลิ้งลงจากภูเขาหมายปลงพระชนม์พระศาสดา
11. พระนันทะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “สำรวมอินทรีย์”
ท่านเป็นผู้สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖ มิให้ตกอยู่ในอำนาจโลกธรรม พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศในทางผู้สำรวมอินทรีย์
  12. พระสุภูติเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้ควรแก่การทำบุญ”
เมื่อท่านบิณฑบาตก็ออกจากฌานแล้วจึงรับภิกษา ด้วยเมตตาปรารถนาให้ผู้ถวายได้บุญสูงสุด ท่านจึงเป็น “เอตทัคคะผู้เลิศแห่งทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย” เมื่อแสดงธรรมก็ไม่ออกจากข้อกำหนดที่พระพุทธองค์แสดงแล้ว ท่านจึงได้ชื่อว่า “ผู้เลิศแห่งภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก” ด้วย
13. พระจูฬปันถกเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “เจโตวิวัฏฏะและกายมโนมัย”
ท่านเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ การเปลี่ยนแปลงทางใจเป็นผู้เลิศกว่าผู้อื่นในการนิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจเป็นพันร่าง ด้วยการนึกเพียงครั้งเดียว ร่างกายที่นิรมิตนั้นทำการงานต่างกันก็ได้ พระศาสดาสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ “เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ผู้เนรมิตกายมโนมัยได้”
  14. พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “บันลือสีหนาท”
ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เช่นเดียวกับพระโมคคัลลานะ ท่านเคยแสดงฤทธิ์จนพระศาสดาต้องแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วบัญญัติมิให้พระสาวกองค์ใดแสดงฤทธิ์ พระพุทธองค์ทรงยกย่องในทางบันลือสีหนาทด้วยคำพูดหลังบรรลุพระอรหัตของท่านความว่าผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือในผลก็จงถามเราเถิด
15. พระรัฐบาลเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้บวชด้วยศรัทธา”
ท่านได้สดับพระธรรมแล้วมีความเลื่อมใสมาก เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้บวช ก็อดอาหารและลั่นวาจาขอยอมตายถ้าไม่ได้บวช กระทั่งบิดามารดาต้องยินยอม ออกบวชได้ไม่นานก็สำเร็จอรหัตผล ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในทางบวชด้วยศรัทธา
  16. พระกุมารกัสสปะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “แสดงธรรมได้วิจิตร”
ท่านมีความสามารถพิเศษในการแสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร ประดับด้วยอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบให้รู้แจ้งเห็นจริงอย่างง่ายดาย ครั้งนั้นเมื่อท่านกล่าวแสดงธรรมประดับประดาด้วยปัญหา ๑๕ ข้อ ทำให้พระเจ้าปายาสิละมิจฉาทิฏฐิ ด้วยพระสูตรนั้นพระศาสดาจึงทรงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุสาวก ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร
17. นางสุชาดา ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกา “ผู้ถึงสรณะเป็นปฐม”
ท่านเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษในเวลาเช้าของวันที่จะตรัสรู้ เป็นมารดาของพระยสะ พระสาวกรูปแรกที่ได้บรรลุอรหัตผลขณะเป็นฆราวาส นางสุชาดาเป็นปฐมอุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนาพร้อมภรรยาเก่าของท่านยสะ จึงได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม
  18. พระโสภิตเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ระลึกชาติ”
เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว สามารถระลึกถึงขันธสันดาน ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่อาศัยในชาติก่อนๆ ได้ เป็นผู้ชำนาญในปุพเพนิวาสญาณ ระลึกถึงสถานที่ตนบังเกิดไปตามลำดับได้ถึง ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว พระศาสดาทรงเห็นความฉลาดในการระลึกชาติของท่าน จึงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ
19. พระกาฬุทายีเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ทำสกุลให้เลื่อมใส”
ท่านเป็นผู้ทูลเชิญองค์พระศาสดาเสด็จกลับไปโปรด พระพุทธบิดา เมื่อได้ฟังธรรมก็บรรลุอรหัต จึงออกเดินทางล่วงหน้า ๖๐ โยชน์เพื่อกล่าวธรรมกถายังผู้คนในศากยตระกูลให้ถึงความศรัทธา และเหาะนำบิณฑบาตจากพระพุทธบิดา ไปถวายพระศาสดาทุกๆ วันจนกระทั่งเสด็จถึงพระนคร
  20. พระวักกลิเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “น้อมใจไปด้วยศรัทธา”
ท่านบังเกิดความปีติอย่างแรงในการเห็นพระศาสดาแล้วได้รับดำรัสตรัสเรียก จึงโลดแล่นไปในอากาศต่อเบื้องพระพักตร์ นึกถึงพระดำรัสของพระองค์แล้วข่มปีติในอากาศนั่นเอง บรรลุอรหัตผล พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะ “ยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา”
21. พระโสณกุฏิกัณณเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “มีวาจาไพเราะ”
ท่านได้บรรลุพระอรหัตในสำนักของพระมหากัจจายนเถระ แล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงตรัสให้ท่านพักในพระคันกุฎีที่ประทับของพระองค์ แล้วเชิญให้ท่านกล่าวธรรม ท่านได้กล่าวพระธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ พระศาสดาทรงประทานสาธุการว่า “ภิกษุ ธรรมเธอเรียนมาดีแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วย วาจาไพเราะ ไม่มีโทษ ให้เข้าใจรู้ความได้แจ่มชัด”
  22. พระอุบลวรรณาเถรี ภิกษุณีผู้เลิศทางด้าน “ผู้มีฤทธิ์”
ในคราวที่พระพุทธเจ้าจะทรงทำยมกปาฏิหาริย์ พระเถรีได้กราบทูลขอแสดงฤทธิ์แทนโดยจะแสดงบริษัทประมาณ ๓๒ โยชน์โดยรอบ เหมือนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีบริษัทใหญ่ประมาณ ๓๖ โยชน์ แวดล้อมแล้วมาถวายบังคมพระองค์ พระพุทธองค์ตรัสรับรองอานุภาพของท่าน
23. พระทัพพมัลลบุตรเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “จัดเสนาสนะ”
ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่เป็นสามเณรเมื่ออายุเพียง ๗ ปี และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในครานั้นเลย ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดพระไปฉันในที่นิมนต์ (ภัตตุทเทสก์) ในด้านการจัดเสนาสนะ (เสนาสนคาหาปกะ) ท่านจัดให้พระภิกษุผู้มีอุปนิสัย และความรู้ที่คล้ายคลึงกันพักอยู่ด้วยกัน ในเวลาค่ำคืน ท่านจะเข้าเตโชสมาบัติ อธิษฐานให้ปลายนิ้ว เป็นดุจเทียนส่องนำทางไปสู่ที่พัก พระศาสดาทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะในบรรดาเสนาสนปัญญาปกะ
  24. พระอุบาลีเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “พระวินัย”
ท่านมีความรู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพระวินัย ต่อมาท่านวินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องอันพระศาสดาประทานสาธุการรับรองพระศาสดาจึงทรงสถาปนาท่านเป็นเอตทัคคะ “เป็นยอดแห่งพระภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย” และในการปฐมสังคายนา ท่านเป็นผู้รวบรวมธรรมเป็นหมวดหมู่ จนเป็นพระวินัยปิฎก
25. พระสีวลีเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “มีลาภสักการะมาก”
ครั้งหนึ่ง พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่ตามเสด็จเป็นอันมาก ได้เสด็จไปยังหนทางทุรกันดารรวม ๓๐ วัน เพื่อทดลองบุญของพระสีวลีเถระ ตลอดเส้นทางหมู่เทพเนรมิตนคร และพระวิหารในทุกๆ โยชน์ และถวายภัตตาหารอันประณีตจนพอแด่พระภิกษุทั้งหมดถวายแด่พระสีวลี พระเถระให้รับเครื่องสักการะนั้นน้อมถวายแด่พระภิกษุอันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
  26. พระราหุลเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ใคร่การศึกษา”
ท่านเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ทุกเช้าท่านจะกำทรายเต็มฝ่าพระหัตถ์แล้วตั้งความปรารถนาว่า พึงได้รับ คำสอนพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ทั้งหลายให้ได้ประมาณเท่าเม็ดทรายในกำมือนั้น ต่อมาได้เป็นพระภิกษุผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา
27. พระมหาโมคคัลลานะเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้มีฤทธิ์”
พระศาสดาทรงยกย่องว่าท่านเป็นเยี่ยมแห่งภิกษุสาวกผู้มีฤทธิ์ ฤทธิ์นี้หมายเอาคุณสมบัติเป็นเครื่องสำเร็จด้วยความอธิษฐาน คือตั้งมั่นแห่งจิต ผลที่สำเร็จด้วยอำนาจฤทธิ์นั้นท่านแสดงล้วนแต่พ้นวิสัยของมนุษย์ ดังมีแจ้งอยู่ในอิทธิวิธี นับเป็นอภิญญาอย่างหนึ่ง จัดว่าเป็นอสาธารณคุณ ไม่มีแก่พระสาวกทั่วไป
  28. วิสาขามหาอุบาสิกา ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาฝ่ายอุบาสิกา
นางวิสาขาได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ปี สามารถกลับใจ มิคารเศรษฐี บิดาของสามีให้นับถือพระพุทธศาสนา ได้ขายเครื่องประดับที่มีค่าสูงชื่อ มหาลดาปสาธน์ ได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย และนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่ พระศาสดาและพระสงฆ์คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม