
|
1. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายกฝ่ายอุบาสก ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าสร้างวัด เชตวันถวายแด่พระศาสดาและพระพุทธสาวก ซึ่งพระองค์ได้ประทับจำพรรษารวมถึง ๑๙ พรรษา และได้ชื่อว่า “อนาถบิณฑิก”เพราะได้สงเคราะห์คนอนาถาอย่างมาก ท่านจึงได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในหมู่ทายกฝ่ายอุบาสก |
2. พระสารีบุตรเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “มีปัญญามาก” ท่านดำรงอยู่ในความเป็นเลิศด้วยคุณทั้งปวง พร้อมด้วยความวิเศษ เพราะบรรลุธรรมอันอุกฤษฏ์ในปัญญาและสมาธิ สามารถแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตรและอริยสัจสี่ ได้เหมือนพระพุทธองค์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นพระธรรมเสนาบดี |
|
|
3. พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “รัตตัญญู” ท่านเป็นผู้ตรวจดูลักษณะอันประเสริฐแห่งพระสรีระของมหาบุรุษ แล้วยกนิ้วขึ้นนิ้วเดียวว่า “จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่าง มิต้องสงสัย” ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์สาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระศาสดาทรงยกย่องว่า “โกณฑัญญะบุตรเราเป็นยอดในบรรดาเหล่าภิกษุผู้แทงตลอดธรรมก่อนใคร” |
4. พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ภิกษุณีผู้เลิศทาง “รัตตัญญู” เมื่อพระศาสดาพระนามว่าโคดม อุบัติขึ้นในโลก สตรีผู้นี้จักได้เป็นพระมาตุฉาบำรุงเลี้ยงชีวิตของพระศาสดา เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต ได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น และได้ความเป็นเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายรัตตัญญู |
|
|
5. พระมหากัสสปะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ถือธุดงค์” ท่านมีแต่จะใฝ่ในธรรมจึงสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชอุปสมบท รับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า โอวาทปฏิคลหณูปสัมปทา พระมหากัสสปะมีปกติสมาทานธุดงค์ ๓ ประการอย่างเคร่งครัด คือ ๑. การนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๒. การเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๓. การอยู่ป่าเป็นวัตร พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่ง เอตทัคคะผู้เลิศทางผู้ทรงธุดงค์ |
6. พระมหากัจจายนะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “อธิบายธรรมความย่อให้พิสดาร” ท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด สามารถอธิบายธรรมที่พระพุทธองค์แสดงแล้วโดยย่อให้พิสดารได้เช่นพระพุทธองค์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสได้โดยไม่ยาก เพราะท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา ๔ |
|
|
7. พระมหากัปปินะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ให้โอวาทภิกษุ” เมื่อท่านสำเร็จอรหัตผลแล้ว ไม่ให้โอวาทแก่ใครๆ พระศาสดาตรัสให้แสดงธรรม ท่านรับพระพุทธดำรัสด้วยเศียรเกล้า แล้วกล่าวธรรมกถาในการประชุมคราวเดียวเท่านั้น ก็ทำภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ให้บรรลุพระอรหันต์ |
8. พระอนุรุทธะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ทิพยจักขุ” (ตาทิพย์) ท่านนี้เป็นผู้เข้าฌานดังที่พระศาสดาทรงเข้า จึงทำให้ท่านรู้ว่าพระศาสดาปรินิพพานแล้วหรือว่ายัง หลังจากเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านได้กล่าวคาถาว่า “ลมอัสสาสะ ปัสสาสะของพระมุนีนี้ ผู้มีพระทัยตั้งมั่นคงที่ไม่หวั่นไหว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้น” |
|
|
9. พระอานนท์เถระ
ผู้ถึงความเป็นเอตทัคคะ ๕ ประการ” ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะ ๕ ด้านคือ เป็นพหูสูต เป็นผู้มีสติ มีคติ มีผู้มีความเพียร และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ในมือถือประทีปด้ามใหญ่ไว้ตรวจรอบๆ พระคันธกุฎีราตรีหนึ่ง ๙ ครั้ง โดยไม่ปล่อยประทีปด้ามหลุดจากมือตลอดคืนยันรุ่งด้วยดำริว่า ถ้าเราจะพึงง่วงนอนไซร้ก็จะไม่อาจขานรับเมื่อพระทศพลตรัสเรียก |
10. หมอชีวกโกมารภัจจ์
ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และวังของพระเจ้าพิมพิสาร ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สร้างวัดถวายพระศาสดาในอัมพวันคือ สวนมะม่วงของตน และเป็นผู้ถวายการรักษาพระศาสดาเมื่อคราวพระบาทห้อพระโลหิตจากเศษหินที่พระเทวทัตกลิ้งลงจากภูเขาหมายปลงพระชนม์พระศาสดา |
|
|
11. พระนันทะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “สำรวมอินทรีย์” ท่านเป็นผู้สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖ มิให้ตกอยู่ในอำนาจโลกธรรม พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศในทางผู้สำรวมอินทรีย์ |
12. พระสุภูติเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้ควรแก่การทำบุญ” เมื่อท่านบิณฑบาตก็ออกจากฌานแล้วจึงรับภิกษา ด้วยเมตตาปรารถนาให้ผู้ถวายได้บุญสูงสุด ท่านจึงเป็น “เอตทัคคะผู้เลิศแห่งทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย” เมื่อแสดงธรรมก็ไม่ออกจากข้อกำหนดที่พระพุทธองค์แสดงแล้ว ท่านจึงได้ชื่อว่า “ผู้เลิศแห่งภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก” ด้วย |
|
|
13. พระจูฬปันถกเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “เจโตวิวัฏฏะและกายมโนมัย” ท่านเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ การเปลี่ยนแปลงทางใจเป็นผู้เลิศกว่าผู้อื่นในการนิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจเป็นพันร่าง ด้วยการนึกเพียงครั้งเดียว ร่างกายที่นิรมิตนั้นทำการงานต่างกันก็ได้ พระศาสดาสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ “เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ผู้เนรมิตกายมโนมัยได้” |
14. พระปิณโฑลภารทวาชเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “บันลือสีหนาท” ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เช่นเดียวกับพระโมคคัลลานะ ท่านเคยแสดงฤทธิ์จนพระศาสดาต้องแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วบัญญัติมิให้พระสาวกองค์ใดแสดงฤทธิ์ พระพุทธองค์ทรงยกย่องในทางบันลือสีหนาทด้วยคำพูดหลังบรรลุพระอรหัตของท่านความว่าผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือในผลก็จงถามเราเถิด |
|
|
15. พระรัฐบาลเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้บวชด้วยศรัทธา” ท่านได้สดับพระธรรมแล้วมีความเลื่อมใสมาก เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้บวช ก็อดอาหารและลั่นวาจาขอยอมตายถ้าไม่ได้บวช กระทั่งบิดามารดาต้องยินยอม ออกบวชได้ไม่นานก็สำเร็จอรหัตผล ได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเอตทัคคะในทางบวชด้วยศรัทธา |
16. พระกุมารกัสสปะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “แสดงธรรมได้วิจิตร” ท่านมีความสามารถพิเศษในการแสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร ประดับด้วยอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบให้รู้แจ้งเห็นจริงอย่างง่ายดาย ครั้งนั้นเมื่อท่านกล่าวแสดงธรรมประดับประดาด้วยปัญหา ๑๕ ข้อ ทำให้พระเจ้าปายาสิละมิจฉาทิฏฐิ ด้วยพระสูตรนั้นพระศาสดาจึงทรงสถาปนาท่านเป็นยอดของภิกษุสาวก ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร |
|
|
17. นางสุชาดา
ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกา “ผู้ถึงสรณะเป็นปฐม” ท่านเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาบุรุษในเวลาเช้าของวันที่จะตรัสรู้ เป็นมารดาของพระยสะ พระสาวกรูปแรกที่ได้บรรลุอรหัตผลขณะเป็นฆราวาส นางสุชาดาเป็นปฐมอุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนาพร้อมภรรยาเก่าของท่านยสะ จึงได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม |
18. พระโสภิตเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ระลึกชาติ” เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว สามารถระลึกถึงขันธสันดาน ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่อาศัยในชาติก่อนๆ ได้ เป็นผู้ชำนาญในปุพเพนิวาสญาณ ระลึกถึงสถานที่ตนบังเกิดไปตามลำดับได้ถึง ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว พระศาสดาทรงเห็นความฉลาดในการระลึกชาติของท่าน จึงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ |
|
|
19. พระกาฬุทายีเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ทำสกุลให้เลื่อมใส” ท่านเป็นผู้ทูลเชิญองค์พระศาสดาเสด็จกลับไปโปรด พระพุทธบิดา เมื่อได้ฟังธรรมก็บรรลุอรหัต จึงออกเดินทางล่วงหน้า ๖๐ โยชน์เพื่อกล่าวธรรมกถายังผู้คนในศากยตระกูลให้ถึงความศรัทธา และเหาะนำบิณฑบาตจากพระพุทธบิดา ไปถวายพระศาสดาทุกๆ วันจนกระทั่งเสด็จถึงพระนคร |
20. พระวักกลิเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “น้อมใจไปด้วยศรัทธา” ท่านบังเกิดความปีติอย่างแรงในการเห็นพระศาสดาแล้วได้รับดำรัสตรัสเรียก จึงโลดแล่นไปในอากาศต่อเบื้องพระพักตร์ นึกถึงพระดำรัสของพระองค์แล้วข่มปีติในอากาศนั่นเอง บรรลุอรหัตผล พระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะ “ยอดของเหล่าภิกษุผู้น้อมใจไปด้วยศรัทธา” |
|
|
21. พระโสณกุฏิกัณณเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “มีวาจาไพเราะ” ท่านได้บรรลุพระอรหัตในสำนักของพระมหากัจจายนเถระ แล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา ทรงตรัสให้ท่านพักในพระคันกุฎีที่ประทับของพระองค์ แล้วเชิญให้ท่านกล่าวธรรม ท่านได้กล่าวพระธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ พระศาสดาทรงประทานสาธุการว่า “ภิกษุ ธรรมเธอเรียนมาดีแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วย วาจาไพเราะ ไม่มีโทษ ให้เข้าใจรู้ความได้แจ่มชัด” |
22. พระอุบลวรรณาเถรี
ภิกษุณีผู้เลิศทางด้าน “ผู้มีฤทธิ์” ในคราวที่พระพุทธเจ้าจะทรงทำยมกปาฏิหาริย์ พระเถรีได้กราบทูลขอแสดงฤทธิ์แทนโดยจะแสดงบริษัทประมาณ ๓๒ โยชน์โดยรอบ เหมือนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีบริษัทใหญ่ประมาณ ๓๖ โยชน์ แวดล้อมแล้วมาถวายบังคมพระองค์ พระพุทธองค์ตรัสรับรองอานุภาพของท่าน |
|
|
23. พระทัพพมัลลบุตรเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “จัดเสนาสนะ” ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่เป็นสามเณรเมื่ออายุเพียง ๗ ปี และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในครานั้นเลย ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดพระไปฉันในที่นิมนต์ (ภัตตุทเทสก์) ในด้านการจัดเสนาสนะ (เสนาสนคาหาปกะ) ท่านจัดให้พระภิกษุผู้มีอุปนิสัย และความรู้ที่คล้ายคลึงกันพักอยู่ด้วยกัน ในเวลาค่ำคืน ท่านจะเข้าเตโชสมาบัติ อธิษฐานให้ปลายนิ้ว เป็นดุจเทียนส่องนำทางไปสู่ที่พัก พระศาสดาทรงยกย่องท่านเป็นเอตทัคคะในบรรดาเสนาสนปัญญาปกะ |
24. พระอุบาลีเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “พระวินัย” ท่านมีความรู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพระวินัย ต่อมาท่านวินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องอันพระศาสดาประทานสาธุการรับรองพระศาสดาจึงทรงสถาปนาท่านเป็นเอตทัคคะ “เป็นยอดแห่งพระภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย” และในการปฐมสังคายนา ท่านเป็นผู้รวบรวมธรรมเป็นหมวดหมู่ จนเป็นพระวินัยปิฎก |
|
|
25. พระสีวลีเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะด้าน “มีลาภสักการะมาก” ครั้งหนึ่ง พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่ตามเสด็จเป็นอันมาก ได้เสด็จไปยังหนทางทุรกันดารรวม ๓๐ วัน เพื่อทดลองบุญของพระสีวลีเถระ ตลอดเส้นทางหมู่เทพเนรมิตนคร และพระวิหารในทุกๆ โยชน์ และถวายภัตตาหารอันประณีตจนพอแด่พระภิกษุทั้งหมดถวายแด่พระสีวลี พระเถระให้รับเครื่องสักการะนั้นน้อมถวายแด่พระภิกษุอันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข |
26. พระราหุลเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ใคร่การศึกษา” ท่านเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ทุกเช้าท่านจะกำทรายเต็มฝ่าพระหัตถ์แล้วตั้งความปรารถนาว่า พึงได้รับ คำสอนพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ทั้งหลายให้ได้ประมาณเท่าเม็ดทรายในกำมือนั้น ต่อมาได้เป็นพระภิกษุผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา |
|
|
27. พระมหาโมคคัลลานะเถระ
ผู้เป็นเอตทัคคะทางด้าน “ผู้มีฤทธิ์” พระศาสดาทรงยกย่องว่าท่านเป็นเยี่ยมแห่งภิกษุสาวกผู้มีฤทธิ์ ฤทธิ์นี้หมายเอาคุณสมบัติเป็นเครื่องสำเร็จด้วยความอธิษฐาน คือตั้งมั่นแห่งจิต ผลที่สำเร็จด้วยอำนาจฤทธิ์นั้นท่านแสดงล้วนแต่พ้นวิสัยของมนุษย์ ดังมีแจ้งอยู่ในอิทธิวิธี นับเป็นอภิญญาอย่างหนึ่ง จัดว่าเป็นอสาธารณคุณ ไม่มีแก่พระสาวกทั่วไป |
28. วิสาขามหาอุบาสิกา
ผู้เป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาฝ่ายอุบาสิกา นางวิสาขาได้บรรลุโสดาปัตติผลตั้งแต่อายุ ๗ ปี สามารถกลับใจ มิคารเศรษฐี บิดาของสามีให้นับถือพระพุทธศาสนา ได้ขายเครื่องประดับที่มีค่าสูงชื่อ มหาลดาปสาธน์ ได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย และนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่ พระศาสดาและพระสงฆ์คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม |